ระยะนี้ฝนกระหน่ำกรุงอยู่หลายรอบ ทำเอาน้ำท่วม รถติดกันไปในหลายพื้นที่ เช่นเดียวกับในต่างจังหวัด ฝนก็ตกหนักไม่แพ้กัน
ถ้าเข้าป่า ชมธรรมชาติ ดูถ้ำผาและน้ำตก ช่วงนี้แทบจะหาแสงแดดกันไม่เจอ แต่ก็ได้บรรยากาศแบบครึ้มฟ้าครึ้มฝน ต้นไม้ ใบหญ้าเขียวชอุ่ม แถมหมอกลงหนา อากาศหนาวเย็นด้วยอุณหภูมิต่ำกว่า 19 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งวัน
ใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศแบบที่ว่า ขอชวนไปเที่ยวชมถ้ำงาม นาม ถ้ำใหญ่น้ำหนาว หรือเรียกอีกชื่อว่า ภูน้ำริน ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติ น้ำหนาว ติดกับบ้านห้วยลาด หมู่ที่ 5 ต.หลักด่าน อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์
เป็นถ้ำใหญ่ที่มีความงามตามธรรมชาติ มีหินงอก หินย้อย และที่แปลกคือ มีน้ำไหลหรือน้ำรินออก มาจากปากถ้ำ มีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
ภายในถ้ำมีความลึก 4.5 กม. มีทางเดินเท้าไปตามคูหาต่างๆ ไม่ลำบากมากนัก โดยมีหินงอก หินย้อย และเสาถ้ำ ให้ชมไปตามทางเดิน ไม่มีเบื่อ ถ้ากลัวหลง แนะนำให้ใช้มัคคุเทศก์น้อย เจ้าถิ่น ช่วยนำทาง พร้อมรับฟังเสียงบรรยายเจื้อยแจ้วของหนูน้อย ถึงประวัติความเป็นมาของถ้ำได้อย่างครบถ้วน จะได้เที่ยวแบบมีความรู้กลับบ้าน
ออกจากถ้ำแล้ว โดยทั่วๆ ไปนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะเลือกไปพักค้างแรมที่อุทยานแห่งชาติ น้ำหนาว แต่ครั้งนี้ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปพักที่ศูนย์ประสานงานโครงการฟื้นฟูพัฒนาคุณภาพชีวิตและพื้นที่ต้นน้ำน้ำหนาว (ศปน.) แทน
แม้สถานที่จะเล็กกว่าที่ทำการอุทยาน แต่ที่นี่สามารถสัมผัสถึงวิถีชีวิตของเกษตรท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเยี่ยมชมการทำเกษตรแนวพอเพียงแบบผสมผสาน ปลูกพืชหลายๆ ชนิดในพื้นที่ทำกิน เพื่อลดความเสี่ยงในการขายพืชผล
นอกจากนี้ ศปน.น้ำหนาวยังได้จัดทำแปลงเกษตรสาธิตไว้ให้เกษตรกรที่สนใจเข้ามาเรียนรู้งาน และเผยแพร่โครงการให้บุคคลทั่วไปได้เข้ามาร่วมศึกษาแลกเปลี่ยนเพื่อเสริมความรู้ และส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีวันดีคืน จากที่ทำแต่ไร่ข้าวโพด พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวที ก็ต้องไประดมพลก่อม็อบประท้วงรัฐบาลให้เข้ามารับจำนำที
ถึงวันนี้ ม็อบข้าวโพดก็ยังมีอยู่ แต่เกษตรกรในพื้นที่ที่เริ่มปรับตัวได้ ก็เริ่มถอนตัวออกมาเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
อนาคตอีกไม่นาน คนในพื้นที่น้ำหนาวและในเขตพื้นที่ใกล้เคียงคงพ้นวังวนของความยากจนได้ในเร็ววัน
เที่ยวแบบสร้างสรรค์ในพื้นที่น้ำหนาวไปแล้ว ถ้าจะไม่ออกไปเยี่ยมเยียนอุทยานแห่งชาติภูกระดึงเสียหน่อยก็กระไรอยู่ เพราะอยู่ใกล้กันแค่ข้ามอำเภอ แต่ถ้ามีเวลาไม่มาก ไม่ได้ตั้งใจไปปีนเขา แนะนำให้ไปชมน้ำตกตาดฮ้อง ก็สวยเกินบรรยายแล้ว
ยิ่งหน้าฝนแบบนี้ น้ำมากกำลังดี เส้นทางเข้าถึงน้ำตกก็ไม่ได้อันตรายมาก เข้าถึงได้หลายทาง ถ้าใช้เส้นทางที่เชื่อมมาจากทางอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว มาถึงที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ (หนองผักบุ้ง) อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย
หากจะเดินเท้า วัดระยะทางก็ราวๆ 7 กม. กลับอีก 7 กม. หน้าฝนแบบนี้ พึ่งรถอีแต๊กของชาวบ้านดีที่สุด และมันส์ที่สุด...
เกือบตลอดเส้นทางเป็นดินลูกรัง มีถนนลาดยางมาห้อยติ่งไว้ไม่เกินกม. ก่อนถึงน้ำตก
ฉะนั้น ฝนตกแบบนี้ก็เป็นธรรมดา ต้องมีน้ำท่วมขัง เกิดหลุม บ่อ ไปตลอดทาง นั่งอีแต๊กไป ก็หัวโยกหัวคลอนไป
ช่วงไหนอีแต๊กขึ้นเนิน เป็นอันรู้กัน ลูกทัวร์ทั้งหลายต้องกระโดดลงกันอุตลุด ถ้าเนินชันไม่มาก กำลังคนขับจัดการได้ คณะลูกทัวร์ก็วิ่งขึ้นเนินไปดักรอขึ้นอีแต๊กข้างหน้า
ช่วงไหนเนินชันมากหน่อย คณะลูกทัวร์ต้องช่วยกันเข็นอีแต๊กรวมกับคนขับ เป็นที่ครึกครื้นเฮฮากันไปจนถึงที่หมาย คือ น้ำตกตาดฮ้อง ซึ่งว่ากันตามภูมิศาสตร์ก็มีที่ตั้งอยู่ใน ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ 3 ชั้น เกิดจากลำน้ำพอง ไหลลงมาจากภูกระดึงด้านหุบเขาตะวันตกเฉียงเหนือ
สองฝั่งของตาดฮ้องเป็นผาหินสูงชัน เมื่อน้ำตกผ่านผาหินกว้างที่ลดหลั่นเป็นชั้นๆ จึงทำให้เกิด เสียงดัง เป็นที่มาของชื่อเรียกน้ำตกนั่นเอง
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงยังมีน้ำตกถ้ำค้างคาว เป็นน้ำตกขนาดเล็ก สูงประมาณ 10 เมตร น้ำตกเกิดจากห้วยแปก ข้างใต้น้ำตกเป็นโขดหินสวยงาม ติดกับน้ำตกจะมีลักษณะเป็นถ้ำ เรียกว่า ถ้ำคางคาว
เยี่ยมชมน้ำตกตาดฮ้องเป็นที่ชื่นอกชื่นใจพอแล้ว ก็ถึงเวลาโดยสารอีแต๊กกลับ เผชิญเส้นทางมันส์... ฮา... กันอีกรอบ
ขอย้ำว่า ทริปนี้ไม่มีโหด หรือออกแนวผจญภัยแต่อย่างใด แค่เสื้อผ้า หน้า ผม และสัมภาระติดตัวต้องพร้อมเลอะ เปรอะเปื้อน ชุ่มแฉะรับฝนได้เป็นพอ
ไปลองดูแล้วจะติดใจ ใกล้กรุงแค่นี้ เวลาน้อยก็เที่ยวได้เต็มอิ่ม
"ตามที่รัฐบาลกัมพูชาได้แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา และที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และยืนยันที่จะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ให้กับไทยตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน หากได้รับการร้องขอนั้น กระทรวงการต่างประเทศขอแถลง ดังนี้
1.รัฐบาลได้ชี้แจงกับรัฐบาลกัมพูชาไปแล้วในโอกาสต่างๆ ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ต้องอยู่เหนือความสัมพันธ์ส่วนบุคคล
2.การดำเนินการใดๆ ของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถแยกแยะออกจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศได้ และกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้หลบหนีคดีอาญา และยังคงมีบทบาททางการเมืองในประเทศอยู่
3.การแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาและที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถือว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย และเป็นการปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมของไทย รวมทั้งทำให้ความสัมพันธ์และผลประโยชน์ส่วนบุคคลอยู่เหนือความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ
4.รัฐบาลไทยจึงนิ่งเฉยไม่ได้ และมีความจำเป็นจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งประเทศ การดำเนินมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลไทย ก็เพื่อจะให้ฝ่ายกัมพูชารับรู้ถึงความไม่พึงพอใจของประชาชนไทยทั้งปวง
5.จากการดำเนินการของรัฐบาลกัมพูชา ทำให้รัฐบาลไทยจำเป็นต้องทบทวนสถานะความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และดำเนินการ ดังนี้
5.1 เรียกเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ กลับ
5.2 ทบทวนพันธกรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับฝ่ายกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา
5.3 ทบทวนความร่วมมือต่างๆ ที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการกับกัมพูชา ซึ่งการทบทวนนี้ รัฐบาลไทยจะกระทำด้วยความจำใจ เนื่องจากรัฐบาลไทยประสงค์มาโดยตลอดที่จะให้ความร่วมมือกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อพัฒนาการอยู่ดีกินดีของชาวกัมพูชา เพื่อลดช่องว่างของประชาชน และลดช่องว่างระหว่างกัมพูชากับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ"
ก็ครบถ้วนในประเด็นที่ควรทราบ-ควรเข้าใจกันแล้วนะครับ ถ้าใครจะถามผมว่า "มีความเห็นอย่างไร ต่อการที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตอบโต้เขมรครั้งนี้?"
ตอบได้คำเดียวว่า
"ทำในสิ่งที่สมควรทำแล้ว"!
ที่ทำไปนี่ถือว่านิ่มนวลตาม "คุณสมบัติผู้ดี ฉบับสากล" แล้ว ถ้าขั้นต้นแค่เรียกทูตกลับเขมรยังไม่สำนึก ฮุน เซน ยังเอาผลประโยชน์ร่วมกับทักษิณ มาทำลายมิตรภาพระหว่างประเทศหนักขึ้นอีก เราก็ต้องสั่งสอนไปตามกระบวนการ และขั้นตอนในแบบฉบับที่ "ผู้ดีสากลประเทศ" เขาจะพึงทำกันต่อไปอีก!
จากบทบาทที่กัมพูชาแสดงครั้งนี้ พูดได้คำเดียวว่า...เสียดายที่นายกฯ ฮุน เซน มีเพื่อนโง่
และ...ตัวเองก็โง่เหมือนเพื่อน!
ฮุน เซน เล่นบทโง่แต่นึกว่าฉลาดยังไง ตรงนี้คงไม่ต้องอธิบาย เพราะไม่มีอารยประเทศไหนเขาทำอย่างที่นายฮุน เซน (จงใจ) ทำ อันเป็นที่รับรู้ได้ด้วยจิตสำนึกของแต่ละผู้คนอยู่แล้ว
"เพื่อนโง่" ของฮุน เซน มันโง่ยังไง....?
โง่ที่ ๑.การที่ทำให้คนไทยแตกแยกกันได้ และการที่ฮุน เซน กล้ามาหยาบช้าสามานย์กับแผ่นดินพ่อ-แผ่นดินแม่ตัวเองได้ ทักษิณกลับชื่นชมยินดี ยกย่อง-สรรเสริญ ให้คนทั้งโลกได้เห็น
มีใครมั้ย จะยกย่อง-ยอมรับคนทรยศ กบฏชาติตัวเอง?
โง่ที่ ๒.คนเสื้อแดงนั้น ลึกลงไปในความแดง คือแดงแห่งความรักชาติ รักแผ่นดินพ่อ-แผ่นดินแม่ของตัวเอง ฉะนั้น ถึงจะรักทักษิณขนาดไหน ก็คงไม่ยอมให้รักในทักษิณมาเหนือรักชาติ เมื่อเห็นคนที่ตนรัก "มืดบอด" เห็นประโยชน์ตนขนาดยอมไปสมคบคนนอกชาติให้มาทำเหมือนเอาตีนลูบหน้าประเทศตัวเองอย่างนี้
"ส่วนใหญ่" ยอมรับไม่ได้หรอกครับ!
โง่ที่ ๓.ประชาชน ๕๐-๖๐% ที่โพลล์ระบุว่า "อยู่กลางๆ" ไม่เอาทั้งเหลือง-ทั้งแดง แต่ที่แน่นอน ทั้ง ๕๐-๖๐% นั้น ไม่มีใครที่ไม่เอาชาติบ้านเมือง ดังนั้น เมื่อทักษิณแสดงธาตุแท้-สันดานให้เห็นชัดๆ อย่างนี้ "ยกศัตรูมาย่ำชาติ" เหมือนตอนกรุงศรีอยุธยาแตก ที่คนไทยบางคนอยากใหญ่ อยากได้อำนาจ ก็ไปสมคบเอาพม่าเข้ามาเหยียบเมือง
แบบนี้ ๕๐-๖๐% นั้น คันบาทา...อยากกระทืบหน้า ๔ เหลี่ยมให้กลมทั้งนั้น!
โง่ที่ ๔.คือโง่บนความอิจฉา-ริษยา แค่ไม่ต้องการให้ประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์เอาไปคุยได้ว่า "อยู่เป็นรัฐบาลครบปี" ก็เลยยอมทำทุกวิถีทางพื่อล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ได้ก่อนวันที่ ๑๗ ธ.ค.อันเป็นวันครบรอบปีที่อภิสิทธิ์ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๗ จึงโฟนอิน-ขีดเส้นตาย-แดงทั้งแผ่นดิน-แดงทั้งเดือน "ล้มรัฐบาล" ให้ได้ในธันวา
แค่นั้นไม่พอ ยังให้โมฆบุรุษเหนียงยาน "เดินสาย" ไปตามมิตรประเทศรอบบ้าน เอาบ้านเมืองตัวเองไปด่าประจานให้เขาฟังบ้าง ยืมมือมาช่วยพังบ้าน-พังเมืองตัวเองบ้าง
จากบทบาทนี้ ไม่มีใครที่จะไม่เริ่ม "เกลียด" เสนียดทักษิณ!
ความสุขของคนไทยที่ได้จากการเห็นคนชาติอื่นมาเหยียบย่ำชาติตัวเอง ๑ จากการเห็นชาติบ้านเมืองตัวเองเดือดร้อน-วุ่นวาย ๑ จากการเห็นประชาชนในชาติแตกแยก-แบ่งฝ่าย ๑ จากการเห็นคนในชาติผลาญทำลายชาติกันเอง ๑ ท่านว่าไอ้เศษมนุษย์พรรค์นี้ โทษมันมีสถานเดียวคือ...ฆ่าทิ้ง
ก่อนที่มันจะมา "ฆ่าชาติ"!